หลักความเชื่อ เพื่อความสำเร็จ
ความเชื่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ความเชื่อแต่ละความเชื่อโดยเกือบทั้งหมดเกิดจากการบอกเล่ากันต่อๆ มาจากคนรุ่นก่อนๆ รุ่นสู่รุ่น โดยเริ่มรับรู้ตั้งแต่วัยเด็กจากคนรอบข้าง จากคุณพ่อ, คุณแม่, ญาติพี่น้อง,คุณครู และเพื่อนๆ
หลังจากนั้นเมื่อได้รับการศึกษาหรือมีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เราเริ่มจะมีความเชื่อใหม่ๆ บางอย่างก็สนับสนุนความเชื่อเดิม บางอย่างก็ลบล้างความเชื่อเดิมๆ ของเรา แต่กว่าความเชื่อใหม่จะลบล้างความเชื่อเดิมๆได้ ต้องมีข้อพิสูจน์อย่างเพียงพอจนทำให้เราไขว้เขว จึงจะทำให้เราเปลี่ยนกรอบความเชื่อนั้นได้
บางครั้งข้อพิสูจน์ต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่เราพยายามที่จะมองไปในทิศทาง ที่เรารู้สึกสบายใจและหนีห่างความเจ็บปวดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างหาก
ระบบความเชื่อทำงานได้อย่างไร และทำอย่างไรถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมๆ ที่ไม่สนับสนุนให้เราก้าวผ่านชีวิตความเป็นอยู่ที่เราไม่ต้องการ มุ่งไปสู่ชีวิตที่เราฝันหา
การเปลี่ยนความเชื่อที่เราสะสมมาตลอดตั้งแต่ยังเด็กๆ ที่บางครั้งโดนปลูกฝังมาจาก ครอบครัว สังคมรอบข้างเพื่อนฝูง หรือการศึกษาเดิมๆที่โรงเรียน อันดับแรกเราต้องมองหาข้อสนับสนุนความเชื่อใหม่
ลองจิตนาการว่าความเชื่อเปรียบเหมือน ตัวถังของรถยนต์ รถยนต์ทั่วๆไปต้องมีล้อ 4 ล้อมาสนับสนุนหรือรองรับคอยพยุงตัวถัง รถยนต์จึงจะอยู่ในสภาพสมดุล ความเชื่อก็เหมือนกันมันต้องมีเหตุผลต่างๆเพียงพอมาสนับสนุนซึ่งในบางครั่งคนอื่นๆที่ฟังแล้วอาจจะดูเหมือนไม่มีเหตุผลก็ตาม
เช่นในสมัยก่อนคนทั่วไปเชื่อว่าโลกแบน จนมาวันหนึ่งมีคนเอาข้อพิสูจน์ต่างๆ มาสนับสนุนความเชื่อใหม่นี้ ปัจจุบันเราทั้งหลายจึงเชื่อว่าโลกกลม หรือลองถามคุณพ่อ, คุณแม่, คุณปู่, คุณย่า หรือคนแก่ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีไปแล้วดูสิว่า
ถ้ามีคนบอกว่าเมืองไทยจะมีรถมากมายขนาดนี้ และคนจะสามารถพูดคุยกันได้ระยะไกลโดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กที่อยู่บนฝ่ามือเรียกกันว่า โทรศัพท์มือถือ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ท่านเหล่านั้นยังเด็ก ท่านต้องคิดว่าคนที่พูดเป็นบ้าแน่ๆ
เช่นเดียวกัน ถ้าเราจะลบล้างความเชื่อใดๆ ที่ไม่สนับสนุนชีวิตของเรา เราต้องทำลายล้อทั้ง 4 ที่พยุงความเชื่อนั้นๆ และสร้างล้อหรือข้อสนับสนุนใหม่ให้กับความเชื่อใหม่ของเรา เช่น
ถ้าเราเคยมีความเชื่อว่าเราเป็นคนเรียนไม่เก่งหัวไม่ดี ซึ่งแสดงว่ามีข้อสนับสนุนความเชื่อนั้นมาก่อนเช่นเราอาจจะเคยสอบตก ครูหรือเพื่อน, พ่อ, แม่, พี่น้อง เคยบอกเราว่าเราเป็นคนหัวไม่ดี
บางครั้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เราอาจจะจำไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่าจิตใต้สำนึกของเราได้จดจำมันไว้นานแล้ว บางครั้งเด็กบางคนอาจจะพยายามทำตัวให้เป็นที่สนใจของพ่อ, แม่ โดยต่อต้านการเรียน หรือแสดงออกแบบเด็กมีปัญหาเพื่อจะให้พ่อ, แม่ แสดงออกถึงความเป็นห่วง
เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้จิตใต้สำนึกสั่งการให้เชื่อว่าตัวเองเป็นเด็กที่ไม่ฉลาด เช่นเดียว กับความสำเร็จและความล้มเหลวเราเรียนรู้จากจิตใต้สำนึกว่าพ่อ, แม่จะโอ๋ และดูแลอย่างดีเมื่อพี่, น้อง คนหนึ่งคนใดเจ็บป่วย หรือหกล้ม
แล้วเราก็เลยแปลความหมายว่าเมื่อไหร่ ที่เราอยากที่จะให้มีใครมาดูแลเห็นอกเห็นใจ เราควรจะต้องล้มเหลวผิดพลาดหรือเจ็บป่วย และสิ่งที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่จะเกิดโดยที่เราไม่รู้ตัว เพียงแต่มันเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ดำเนินการไปโดยยึดถือความจำเก่าๆ ในวัยเด็กของเรา
มีบางครอบครัวที่มีลูก 2 คน คนพี่ตอนเด็กๆนิสัยดีเรียนเก่งจนกระทั้งน้องเข้าเรียนหนังสือ เป็นไปโดยปกติที่ พ่อ, แม่ จะดูแลคนน้องมากกว่าคนพี่ และจะมีการชื่นชมเมื่อลูกคนเล็กทำอะไรได้เอง ที่จริงแล้วก็เคยชื่นชมลูกคนโตเมื่อตอนยังเล็ก จากนั้นลูกคนโตเริ่มที่จะเกเร และการเรียนตกต่ำลงเรื่อยๆ
ที่เป็นอย่างนี่ เพราะลูกคนโตเริ่มมีความอิจฉาน้องที่พ่อแม่ ให้ความรักกับน้องมากกว่าซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นโดยที่เด็กไม่รู้ตัว เด็กอาจจะแปลความหมายผิดเมื่อพ่อ, แม่เริ่มเป็นห่วงด้านผลการเรียนและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้เด็กคิดว่าตัวเองต้องทำตัวแบบนี้ถึงจะทำให้พ่อ, แม่ มีความสนใจในตัวเอง
คุณเคยได้ยินเรื่องของความแตกต่างของพี่น้อง ที่โดขึ้นมาจากครอบครัวที่มีพ่อ ติดเหล้า มีเรื่องทะเลาะวิวาทจนต้องเข้าออกโรงพักเป็นว่าเล่น แต่ลูกทั้งสองกับโตขึ้นมาแตกต่างราวกับ สีขาวกับสีดำ
คนพี่ติดเหล้าครอบครัวแตกแยกเป็นโจรและต้องใช้ชีวิตเข้าๆออกคุก ส่วนคนน้องเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท มีครอบครัวลูกเมียที่อบอุ่นไม่เคยเข้าใกล้ยาเสพติด หลายคนสงสัยว่าทำมัยถึงเป็นเช่นนั้น
ได้มีการสัมภาษณ์พี่น้องทั้งสองคนโดยที่แต่ละคนไม่รู้ว่าอีกคนโดนสัมภาษณ์ ด้วยคำถามเดียวกัน ทั้งคู่ตอบเหมือนกันว่าเพราะว่าพ่อผมเป็นแบบนี้ แล้วผมจะเป็นอะไรไปได้ละ
คนน้องหนีความเจ็บปวดจากการกระทำของผู้เป็นพ่อโดยหนีห่างการกระทำทุกอย่างที่พ่อทำ แต่คนพี่กับเอาสาเหตุเดียวกันมาเป็นข้ออ้างเพื่อทำร้ายตัวเองโดยโทษคนอื่นรอบๆตัว
เพื่อนผมคนหนึ่งไม่สูบบุหรี่เลยตั้งแต่วัยรุ่น ส่วนอีกคนสูบบุหรี่วันละเป็นซอง ทั้งๆที่พ่อของคนทั้ง 2 ติดบุหรี่ด้วยกันทั้งคู่ คนแรกที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพราะตีความหมายในจิตใจ จากการที่พ่อ เข้า-ออกโรงพยาบาลหมดค่าใช้จ่ายไปมากมายว่าเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสีย
แต่อีกคนเพื่อแสดงความเป็นลูกผู้ชายเหมือนพ่อ จึงชอบสูบบุหรี่ เห็นมัยครับว่าที่จริงแล้วเกิดจากการที่เราแปลความหมายในจิตใจและหาเหตุผลมาสนับสนุนจนทำให้เกิดเป็นความเชื่อนั้น
คุณเคยได้ยินเรื่อง 4 นาทีต่อหนึ่งไมล์ (1.609 กิโลเมตร) หรือเปล่า ในสมัยก่อน ก่อนปี 1954 เคยมีนักวิชาการต่างๆ เคยตรวจสอบและสรุปข้อวิจัยออกมาว่าร่างกายมนุษย์ ไม่สามารถทำความเร็วได้เท่ากับ 1 ไมล์ในเวลา 4 นาทีได้ และมันก็เป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด
จนมาในปี 1954 บุรุจผู้มีชื่อว่า โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ ได้ทำลายข้อกำหนดความเชื่อนี้ได้ โดยใช้เวลาวิ่งภายใน 1 ไมล์น้อยกว่า 4 นาที แต่ยิ่งไปกว่านั้นในปีเดียวกันกับมีนักวิ่งอีก 37 คนทำรายสถิตินี้ได้ และอีก 300 คนภายในปีต่อมา
เหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไรทำไมก่อนหน้าถึงไม่มีใครเคยทำได้ แต่เมื่อความเชื่อเดิมถูกทำลายลง กับมีคนมากมายทำได้หลังจากนั้น ดังนั้นเราจะเปลี่ยนความเชื่อที่ปิดกั้นความสำเร็จของเราได้อย่างไร มาดูความเชื่อของผู้ที่ประสบความสำเร็จกัน
ความเชื่อ 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จ
“ทุกครั้งที่เราออกเดิน ขาข้างที่เดินก่อนจะนำเราเฉียงไปทางหนึ่ง แต่ขาอีกข้างจะช่วยปรับแก้ให้เรากับมาในทิศทางที่ถูกต้อง ทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้อย่างที่ตั้งใจ เช่นเดียวกับการพายเรือ
เมื่อเราใช้ไม้พาย พายไปทางขวา หัวเรือจะเบี่ยงไปทางซ้ายเราจะต้องใช้ไม้พาย พายไปที่ด้านซ้าย หรือใช้ไม้พายคัดท้ายเรือ เพื่อให้เรือกับไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะต้องทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะถึงจุดหมายที่ต้องการ”
ดังนั้นถ้าเราอยากไปถึงจุดหมายในชีวิต สิ่งที่จะต้องเจอคือการทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า และเราก็จะต้องเรียนรู้ที่จะต้องปรับแก้ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรากลัวที่จะผิดพลาด นั้นคือเราจะอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ไปไหนเลย
“ไม่มีการแก้ตัวหรือกล่าวโทษ มีแต่แก้ไข”
“จะเดินทางไกลแค่ไหนก็ตามอยู่ที่การออกเดินในก้าวแรก”
“เราสามารถเริ่มต้นทำและเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกัน”
วันที่: Sun May 25 23:39:54 ICT 2025
|
|
|